Social Network ของ Kobsoft Studio

ยินดีต้อนรับผู้ติดตามข่าวสารทุกท่านผ่าน Blogger ทันทีที่คุณเข้าสู่บล็อกนี้เราหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จาก Tips & Technique ที่เรานำเสนอเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจบนเว็บไซต์ งานรับทำเว็บไซต์ ออกแบบเว็บไซต์ บริการโปรโมทเว็บไซต์ ตลอดไปจนถึงการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้สำหรับธุรกิจบนเว็บไซต์

ติดตามข่าวสารจากเราผ่านอีเมล์ เพียงระบุชื่ออีเมล์ของคุณลงในช่องด้านล่าง

เว็บไซต์สำเร็จรูปคืออะไร แตกต่างจากเว็บไซต์ธรรมดาอย่างไร

ลูกค้าหลายท่านอาจจะงงกับคำว่าเว็บไซต์สำเร็จรูปและเว็บไซต์ที่เราเห็นทั่วๆ ไปว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง วันนี้ Kobsoft Studio จะมาอธิบายให้แบบเข้าใจง่ายๆ ครับ

เว็บไซต์สำเร็จรูป ก็คือเว็บไซต์ที่มีการเขียนระบบไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเน้นการใช้งานเฉพาะด้าน เช่น เว็บร้านค้าสำเร็จรูป ก็จะมีระบบให้เพิ่มสินค้า มีระบบตะกร้าสินค้า มีระบบสั่งซื้อ เป็นต้น

CMS (Content Management System) คือ ระบบจัดการข้อมูล เช่นระบบเขียนข่าว เขียนบทความ ระบบอัพโหลดรูปภาพ ระบบแก้ไขตำแหน่งของข้อมูล เป็นต้น

เว็บไซต์สำเร็จรูป มักจะมีระบบ CMS อยู่ภายใน เพื่อความสะดวกสำหรับ Admin หรือเจ้าของเว็บไซต์ที่จะสามารถเพิ่ม แก้ไข หรือลบข้อมูลได้ด้วยตนเอง ข้อดีของเว็บไซต์สำเร็จรูปคือ ทำระบบเพียงครั้งเดียว สามารถนำไปปรับแต่งใช้กับเว็บไซต์ในธุรกิจนั้นๆ ได้หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น นาย A ขายรองเท้าผ้าใบ ต้องการทำเว็บไซต์สำหรับเพิ่มสินค้ารองเท้า ส่วนนาย B ขายเสื้อ ต้องการทำเว็บไซต์สำหรับเพิ่มสินค้าเสื้อ ทั้งสองคนนี้สามารถใช้ระบบเว็บไซต์สำเร็จรูปชนิดเดียวกันได้ โดยอาจจะปรับแต่งแค่สีสัน โลโก้ร้านค้า ซึ่งพื้นฐานการใช้งานแล้วก็คือการเพิ่มสินค้าลงบนเว็บไซต์ และมีระบบตะกร้าหยิบสินค้านั่นเอง นอกจากนี้การจ้างทำเว็บหรือใช้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูปนั้น จะมีราคาถูก ไม่แพงมาก คุ้มค่ากับการลงทุนสำหรับกิจการขนาดเล็ก หรือเจ้าของขายเอง

แต่สำหรับการจ้างออกแบบเว็บไซต์ทั้งระบบ Web Design และ Web Programming นั้น จะแตกต่างไปจากเว็บไซต์สำเร็จรูปเรื่องข้อจำกัดต่างๆ ครับ ยกตัวอย่างเช่นเราอยากทำเว็บไซต์ขายเสื้อผ้า แต่ว่าไม่อยากได้หน้าตาที่มีเมนูและการวางสินค้าเรียงๆ กันเหมือนกับเว็บขายสินค้าทั่วไป เราอยากได้เป็นเหมือนระบบ Gallery แสดงสินค้าในแบบที่เราชอบ หรือหากเราไม่ได้ทำเว็บขายสินค้า แต่เป็นเว็บแสดงภาพถ่าย โดยจำลองเว็บไซต์ให้เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์แสดงผลงาน หากต้องการทำเว็บไซต์ลักษณะนี้ เว็บไซต์สำเร็จรูปบางทีก็ไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทั้งหมดครับ ก็อาจจำเป็นต้องจ้างผู้ให้บริการทำเว็บไซต์มาพัฒนาเป็นงานเฉพาะด้านไปเลย

สรุปแล้วข้อแตกต่างระหว่างเว็บไซต์สำเร็จรูปและเว็บไซต์ที่ออกแบบเฉพาะด้าน แตกต่างกันตรงที่เว็บไซต์สำเร็จรูป เน้นการใช้งานทั่วไป มีความยืดหยุ่นพอสมควร มีราคาค่าจ้างทำที่ถูกกว่า แต่สำหรับเว็บไซต์ที่ออกแบบเฉพาะด้านนั้น จะเป็นงานเฉพาะที่ลูกค้ามั่นใจได้ว่า ระบบทั้งหมดจะถูกออกแบบมาเพื่อธุรกิจหรือจุดประสงค์ของลูกค้ารายนั้นได้จริงๆ และง่ายต่อการพัฒนาระบบในอนาคตด้วย

บทความน่ารู้นี้อาจทำให้เจ้าของธุรกิจหลายท่าน พิจารณาได้ง่ายว่า เราควรทำเว็บโดยใช้เว็บสำเร็จรูปหรือจ้างทำเว็บเฉพาะด้านดี หากเป็นการขายสินค้าเดิมๆ ระบบไม่ยุ่งยาก ก็ควรใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปครับเพื่อลดต้นทุน แต่หากเป็นงานใหญ่ มีระบบการเก็บสินค้า หรือการคิดเงินคำนวณแบบเฉพาะด้าน โดยเฉพาะหากต้องการระบบที่มีการพัฒนาต่อยอดในอนาคต เราก็ควรที่จะเลือกใช้บริการทำเว็บไซต์แบบเฉพาะด้านไปเลยครับ ถึงแม้จะมีราคาที่สูงกว่า แต่มั่นใจได้ว่าระบบจะดีที่สุดตามแบบที่เราต้องการ และง่ายต่อการพัฒนาในอนาคตด้วยครับ

ลูกค้าใหม่ The Face Aesthetic เว็บไซต์ครบเครื่องเรื่องความงาม

ช่วงเวลาที่ผ่านมาลูกค้าที่มาปรึกษาเรื่องทำ SEO นั้นค่อนข้างน้อยมาก เพราะหลายๆ รายที่ทำกับที่อื่นก็อันดับตกจนกลัวการทำ SEO ไปเลยก็มี หลายๆ รายที่กำลังคิดจะจ้างทำ SEO พอได้ติดตามข่าวเรื่องการอัพเดท Google Penguin 2.0 ก็เลยยังไม่กล้าทำ




ลูกค้ารายล่าสุดตอนนี้เว็บไซต์ The Face Aesthetic เว็บไซต์ด้านความงามสำหรับคุณผู้หญิง ให้คำปรึกษาและบริการ ปรับรูปหน้าเรียว เลเซอร์ฝ้า เลเซอร์ผิวขาว และขายผลิตภัณฑ์สำหรับความงาม โดยเน้นการดูแลผิวพรรณอันเป็นปัญหาสำคัญที่คุณผู้หญิงส่วนมากมักให้ความสนใจ ภายในเว็บไซต์จะประกอบไปด้วยข้อมูลผลิตภัณฑ์และบทความน่ารู้เกี่ยวกับการดูแลตนเอง ไม่ว่าจะเป็นทั้งการทำศัลยกรรม การดูแลผิวพรรณ การแก้ปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับความงาม ข้อมูลหลายๆ อย่างล้วนมีประโยชน์และน่าอ่าน สำหรับใครที่ต้องการปรึกษาปัญหาโดยตรงก็สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ได้เลย

ลูกค้า The Face Aesthetic รายนี้ได้ทำเว็บไซต์และทำ SEO กับเรา ส่วนมากลูกค้าที่ให้เราดูแลทั้งเว็บและการโปรโมทเว็บไซต์ลักษณะนี้จะทำงานง่าย เพราะว่าเวลาที่เราออกแบบเว็บไซต์เราจะคำนึงถึงเนื้อหาทีมีประโยชน์สำหรับลูกค้าอยู่แล้ว ที่สำคัญเรายังมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นหรือแนะนำเทคนิคการทำเว็บไซต์กับลูกค้าได้อย่างเต็มที่ด้วย จึงหวังว่าเมื่อ SEO กลับมาเข้าที่เข้าทาง ลูกค้าใหม่หลายๆ ท่านจะตัดสินใจหันมาลงทุนด้านธุรกิจออนไลน์กันมากขึ้นเหมือนเดิม

เว็บไซต์ที่ไม่อัพเดท ส่งผลทำให้อันดับตกจริงหรือ?

เรื่องนี้ผมเคยถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่า เว็บไซต์ที่ไม่อัพเดท ส่งผลทำให้อันดับตกจริงหรือ? ในทางทฤษฎีถ้าผมเป็น Google ผมก็คงให้อันดับตกนะ บางครั้งเนื้อหาเก่าๆ มันก็ส่งผลดีได้ในช่วงที่ได้รับความนิยม แต่มันอาจจะมีประโยชน์น้อยลงเมื่อกาลเวลาผ่านไป

ผมเคยทดสอบทั้งเว็บที่มีเนื้อหาภาษาไทย และเว็บที่มีเนื้อหาภาษาอังกฤษ ตอนแรกก็อัพเดทอยู่บ้าง 2-3 วันทำการอัพเดทครั้งหนึ่ง Traffic ผู้เข้าชมเว็บไซต์ก็มีสม่ำเสมอ พอเราอัพเดทบ่อยขึ้น บอทก็มาบ่อยขึ้น สถิติผู้เข้าชมก็มากขึ้นตามมานิดนึง ผลการทดสอบเริ่มชัดเข้ามาบ้างว่าการอัพเดทเนื้อหาใหม่ๆ ส่งผลให้มีผู้คนเข้าชมเว็บไซต์ของเรามากขึ้น แน่นอนประเด็นแรกมากจากเนื้อหาใหม่ๆ ที่ Google ชอบ ประเด็นที่สองมาจาก Index ที่เพิ่มขึ้น โอกาสที่มีคนค้นหาแล้วเจอหน้าเว็บเพจเราก็มากขึ้นตามลำดับ

ต่อมาผมลองปล่อยทิ้งเว็บไซต์ไม่อัพเดทไปสัก 1 เดือน ปรากฏว่า Traffic ผู้เข้าชมเว็บไซต์เริ่มคงที่และทยอยน้อยลงทีละนิด พอไม่อัพเดทนานๆ จนเข้าเดือนที่ 2-4 ปรากฏว่า Traffic หายไปกว่า 40-50% เลยล่ะครับ และไม่ใช่แค่เว็บไซต์เดียว เป็นทั้ง 2 เว็บไซต์ทั้งเว็บภาษาอังกฤษ และเว็บภาษาไทยเลย

ผลการทดสอบนี้ทำให้ผมพอจะเดาๆ ได้ว่าการอัพเดทเว็บไซน์นี้มีผลกระทบมากต่อการทำ SEO ในปัจจุบัน ถ้ามันเป็นเนื้อหาที่ได้รับความนิยมอยู่ตลอดเช่นบทความที่ให้ความรู้ที่สามารถใช้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด มันก็จะได้รับความนิยมอ่านอยู่ตลอด แต่บางบทความที่เป็นเทรนด์ฮิตเพียงแค่ช่วงเวลาช่วงหนึ่ง พอเวลาผ่านไปบทความนี้แทบจะไม่มีค่าอะไรเลย อันดับมันก็จะตกจนบางทีก็หายไปเลยด้วยซ้ำ ฉะนั้นใครที่ รับทำ SEO อยู่ตอนนี้ คงจะต้องขยันเขียนบทความกันสักหน่อยแล้วล่ะ เพื่อให้เว็บไซต์ของตัวเองมีเนื้อหาที่ติดเทรนด์ใหม่ๆ อยู่เสมอครับ

ผลกระทบจากการปรับ Algorithm Google Penguin 2.0 ต่อการทำ SEO

เป็นที่สร้างความกังวลใจสำหรับนักทำ SEO สายปั่นลิงค์ สำหรับระบบ Algorithm ที่ใช้จัดอันดับผลการค้นหาใหม่ใน Google โดยมีชื่อว่า Penguin 2.0

อันที่จริงแล้วผมเชื่อว่า Google ได้มีการพัฒนาระบบจัดอันดับนี้และใช้มานานสักระยะแล้วตั้งแต่ก่อนจะประกาศใช้ Google Penguin 1.0 ด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีเหตุการณ์ผลการค้นหาเอ๋อๆ ไปบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งหากคนที่ทำ SEO อยู่บ่อยๆ จะรู้ว่ามันเป็นเรื่องปกติเวลามีการปรับอันดับครั้งใหญ่มันก็จะขึ้นๆ ลงๆ ก่อนจะกลับมาสู่ภาวะปกติ ซึ่งเรื่องราวที่แท้จริงอาจไม่ได้เป็นอย่างนั้น

หลังจากการปล่อยตัว Penguin ครั้งแรก ผู้คนก็บ่นกันอุบอิบว่าทำไมอันดับถึงร่วง จากเว็บไซต์ที่มีปัจจัยพื้นฐานลิงค์ดี เนื้อหาก็ดีทำไมถึงอันดับแย่กว่าเว็บไซต์ใหม่ๆ บางเว็บไซต์ สิ่งที่เราอาจคาดไม่ถึงเลยก็คือพฤติกรรมในการสร้างลิงค์เชื่อมโยงที่ไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ Google เองคงตระหนักดีว่าอาชีพนักโปรโมทเว็บไซต์หรือทำ SEO อย่างเราๆ จะต้องมีการปั่นลิงค์หรือทำทุกอย่างเพื่อโกงอันดับเป็นแน่ ซึ่งมันขัดต่อนโยบายการให้บริการผลการค้นหาของ Google ที่เค้ามักจะการันตีไว้ว่า "ไม่มีใครสามารถรับประกันอันดับจริงๆ ได้" ซึ่งนั่นก็ยังคงเป็นเรื่องจริงอยู่จนถึงปัจจุบัน

บางครั้งการปล่อย Google Penguin ออกมา โดยเน้นการลงโทษเว็บไซต์ที่มีพฤติกรรมการโปรโมทที่ไม่เหมาะสมเช่นการปั่นลิงค์หรือเนื้อหาก็ถือเป็นเรื่องดีที่จะส่งผลกระทบต่อผลการค้นหาและการแข่งขันที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดย Matt Cutts ได้บอกเอาไว้ว่ามันจะทำให้ผลการค้นหาเปลี่ยนไปประมาณ 3.1% ของผลการค้นหาทั้งหมด แต่ผมว่าไอ้ 3.1% ที่ว่ามาเนี่ย คือเว็บไซต์ที่มีการทำ SEO ล้วนๆ เลยล่ะ เรียกได้ว่าเว็บไซต์ไหนทำ SEO เว็บนั้นต้องโดนกันเกือบทั้งหมด ในขณะที่ผลการค้นหาจากคำอื่นๆ ทั่วไปมันไม่มีผล

เมื่อเว็บไซต์หลายๆ เว็บที่กำลังโปรโมทอยู่นี้ได้รับผลกระทบก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก บ้างก็ร้องเรียนไปยัง Google ว่า แท้จริงนั้นผลกระทบ 3.1% ที่ว่าดังกล่าว มันคือเกือบๆ 100% ของพวกกลุ่มเว็บไซต์ที่ทำ SEO เว็บไหนใครที่รู้ตัวว่าปั่นลิงค์แล้วอันดับตก ก็น่าจะเข้าใจตัวเอง แต่เว็บไหนที่สร้างลิงค์โดยธรรมชาติแล้วถูกลงโทษติดรากแหไปด้วย ก็ดูเหมือนจะไม่ได้รับความเป็นธรรม จุดนี้ Google คงรวบรวมข้อมูลมาพิจารณาอีกครั้งเพื่อพัฒนามาเป็น Penguin 2.0 ที่การันตีว่าจะกระทบผลการค้นหาเพียง 0.3% เท่านั้น สิ่งนี้อาจเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับนักทำ SEO ที่ยังมีความหวังว่าความเข้มงวดในการจัดอันดับจะน้อยลง ในขณะที่ Google เองก็มีการเตือนเป็นนัยๆ ว่า ถ้าใครทำ SEO สายปั่น Black Hat หรือโกง มีสิทธิ์ที่เว็บไซต์ของคุณจะต้องโดนแบนเอาง่ายๆ แน่

"ผมว่าการเดินเกมกันคนละครึ่งทางแบบนี้มันก็เป็นเรื่องที่แฟร์ดีเหมือนกัน เพราะเมื่อเราเจอของโหดมาจนหวั่นๆ แล้ว เชื่อว่านักทำ SEO หลายๆ คนก็คงไม่กล้ารีบปั่นลิงค์กันอีกในช่วงหลังๆ นี้ ซึ่ง Google เองก็คงจะลดปัญหาขยะในผลการค้นหาได้บ้างพักใหญ่ๆ เชียวล่ะ"

ความสวยงามกับระบบเว็บไซต์ที่ดี เลือกแบบไหนจึงจะถูกใจ

ในเรื่องของกระบวนการทำเว็บไซต์นั้นมีเรื่องให้เราต้องคิดมากมายครับ ยิ่งหากเป็นนักท่องเน็ตตัวยง เจอเว็บไซต์มานักต่อนักด้วยแล้ว ยิ่งอยากได้โน่น นี่ นั่น เพื่อสร้างสรรค์เว็บไซต์ที่ดีที่สุดออกมา วันนี้ผมมีข้อสังเกตุซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการทำเว็บไซต์มาฝากครับ

ประเด็นที่ว่านี้ก็คือการที่เราจะต้องเลือกระหว่าง เว็บดีไซน์ และ ออกแบบระบบ ครับ!

ในแง่ของดีไซน์เนอร์ส่วนใหญ่ เว็บไซต์นี้เราสามารถออกแบบมาได้แบบไม่มีใครเหมือนและไม่มีใครกล้าทำเพื่อบ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อารมณ์ที่ผมว่านี้ก็ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าไปเจอเว็บไซต์สักเว็บที่สีสันม่วงปรี๊ดดด แต่สามารถดีไซน์ออกมาได้สวยสุดๆ ทั้งลูกเล่น Slide รูปภาพ เมนู ทุกอย่างมันสวยลงตัวไปหมด การที่เรามีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์แบบนี้มันจะบ่งบอกถึงความเจ๋งของการออกแบบเว็บมากครับ ผมเชื่อว่าเวลาใครทำเว็บ ต่างก็อยากได้เว็บที่มีเอกลักษณ์ที่เหมาะสมกับงานด้วยกันทั้งนั้น คงไม่มีใครอยากได้เว็บสำเร็จรูป แบ่ง 2 คอลัมน์ ด้านซ้ายเป็นเมนู ด้านขวาเป็นเนื้อหา มี Header และ Footer จบ

ในแง่ของระบบก็เช่นกัน เป็นส่วนสำคัญอีกข้อที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นการขับเคลื่อนการทำงานที่เราจะตอบสนองต่อผู้ใช้งานว่าเราทำเว็บไซต์มาเพื่ออะไร ตรงนี้มีหลายโจทย์มากครับ เช่น เพื่อนำเสนอข้อมูล  เพื่อขายสินค้า เพื่อสมัครสมาชิก เพื่อวิเคราะห์ตลาด หลายคนที่ต้องการทำเว็บนั้นบางทีเราอาจยังไม่รู้ตัวเลยว่าเราต้องการให้เว็บไซต์มีการทำงานที่ตอบสนองส่วนใดของธุรกิจบ้าง บางคนอาจบอกแค่ว่า "อยากทำเว็บเพื่อจะได้มีคนเข้ามาดูข้อมูลในเว็บ" อันนี้นับว่าน่าหนักใจพอสมควรครับ

เข้าประเด็นเลยดีกว่า ปัญหาของการทำเว็บนี่มันจะมีจุดที่เราต้องเลือกอยู่อย่างหนึ่งครับ คือ การทำงานที่จะต้องสามารถตอบสนองความต้องการทางธุรกิจได้เป็นหลัก แล้วปล่อยให้เรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องรอง แน่นอนผมเชื่อว่าคนที่อยากจะทำเว็บไซต์สำหรับธุรกิจขึ้นมา จะต้องมีโจทย์หลักๆ ในใจอยู่แล้วว่า ทำเพื่อนำเสนอข้อมูล หรือเพื่อขายสินค้า หรืออื่นๆ แต่การทำงานเหล่านี้ล่ะ มันจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง มีวิธีการลงสินค้าอย่างไร สินค้าแบ่งเป็นหมวดหมู่ไหม เมื่อผู้ซื้อกดสั่งซื้อแล้วผู้ขายจะเช็คสินค้าได้อย่างไร จะต้องกรอกแบบฟอร์มสั่งซื้ออะไรบ้าง จะชำระเงินอย่างไร จัดส่งอย่างไร ตรงนี้คือ Concept ที่เราควรต้องรู้อยู่แล้วหลักๆ หลังจากนั้นเราก็มาดูว่าระบบเหล่านี้ที่จะต้องเขียนขึ้นมา เราจะออกแบบดีไซน์อย่างไรให้มันใช้งานง่าย สะดวก Easy and Simple และสุดท้าย จะต้องออกแบบให้สวยงาม

จากที่ผมเล่ามานี้มันจะเป็นการทำงานแบบเป็น Step มากครับ ถึงแม้ว่าในการทำงานเว็บไซต์ผมจะต้องส่งแบบให้ลูกค้าดู แต่ก่อนที่จะออกแบบผมก็ต้องรู้ Concept และการทำงานคร่าวๆ มาบ้างแล้ว สุดท้ายแบบที่ทำนั้นเผื่ออาจมีการเพิ่มเติมระบบอะไรเข้าไปอีก มันก็จะยังคงอยู่ใน Theme ที่เราวางไว้แต่แรก

หลายๆ คนมักจะบอกว่า "ถ้าจะทำเว็บสวย ระบบอาจไม่ดี หรือถ้าจะทำเว็บระบบดีๆ เว็บอาจไม่สวย" ผมว่าไม่น่าจะจริงครับ ถ้าเรารู้ Overall ของงาน ผมจะไม่ใช้คำว่าเว็บสวยหรือระบบดีเป็นหลัก แต่ผมใช้คำว่าเหมาะสมและสามารถตอบสนองธุรกิจได้ น่าจะเป็นการตอบโจทย์ได้ดีกว่า

แต่งานบางงานมันก็เข้าใจยากครับ ผมขออนุญาติเรียกว่า ผิด Concept ดีกว่า ยกตัวอย่างเช่นลูกค้าต้องการทำเว็บไซต์ขาย เสื้อผ้า แต่กลับต้องการรูปแบบเว็บเหมือนเว็บบอร์ด เพื่อที่จะได้ตั้งกระทู้ขายสินค้า และให้มีผู้ซื้อมาแสดงความคิดเห็น จากลักษณะจะเห็นได้่ว่าการนำเสนอสินค้าแทนที่จะเป็นรูปภาพ ชื่อสินค้า คุณสมบัติ ราคา ทำออกมาเป็น Item วางขายที่หน้าเว็บ น่าจะดีกว่ามาเป็นชื่อกระทู้ธรรมดาๆ หากต้องการให้มีการสอบถามก็ทำแบบฟอร์มให้ Comment ที่สินค้าก็ได้ และฝากเบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล์เพื่อให้เจ้าของเว็บได้ติดต่อกลับ เป็นต้น

อย่างที่บอกนะครับ งานบางอย่างถ้าเลือกดีไซน์ผิด มันก็ทำให้เว็บใช้งานผิด Concept ไปเลย ถ้าหากต้องเลือกระหว่างดีไซน์หรือระบบเป็นหลัก ผมแนะนำว่าเลือกระบบก่อนดีกว่าครับ แล้วค่อยหาดีไซน์สวยๆ ที่มันลงตัวกับระบบ แต่ถ้าหากเลือกดีไซน์ก่อน แล้วเกิดว่าเว็บไซต์ของเรามีระบบไม่เข้ากับดีไซน์ที่เราวาดฝันไว้ อันนี้อาจจะทำให้เราต้องมาปวดหัวในวันหน้าก็ได้นะครับ